 |
|
|
 |
| |
บทสัมภาษณ์ |
|
|
|
P'mint แห่ง Moment Club นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงกับความมุ่นมั่นและเชื่อว่า "ความพยายามอยู่ที่ไหน
ความสำเร็จอยู่ที่นั่น"
คำถามจาก Infolearning
| |
 ก่อนหน้านี้เรียน P' Mint จบจากที่ไหนมาครับ และทำงานด้านอะไรมาแล้วบ้าง
(รวมถึงผลงานพี่ทางด้านอาชีพทางด้านภาพถ่าย เพราะทางผมเอง รู้จักพี่จาก
การอบรมสัมมนา การเรียนถ่ายภาพจากเวปwww.momentclub.com)
ผมจบคณะวิทยาศาสตร์ สาขา เคมีเทคนิค จากจฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครับ แล้วมี
โอกาสได้ไปเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัย SUNY@ Buffalo (State University of
New York)
หลังจากนั้นก็กลับมาทำงานด้าน Customer Relationship Management
โดยทำหน้าที่เป็น Account Executive ดูแลลูกค้า โดยให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการพัฒนา
เรื่องระบบลูกค้าสัมพันธ์ให้กับองค์กรต่างๆครับ ระหว่างที่ทำงานอยู่นั้นก็หาโอกาสเผยแพร่
บทความงานเขียนและภาพถ่ายผ่านทางหน้านิตยสารต่างๆโดยแรกๆก็ทำเป็นคอลัมน์พิเศษ
แต่ต่อมาก็ได้รับโอกาสให้เป็นคอลัมนิสต์เกี่ยวกับบทความด้านการเดินทางและภาพถ่าย
ในนิตยสารช้นำของเมืองไทยหลายเล่ม จากนั้นก็หันมาประกอบธุรกิจส่วนตัวเปิดบริษัท
Mintedimages Co., Ltd โดยหน้าที่เป็น Media Agency เพื่อสร้างสรรค์งานต่างๆให้กับ
ลูกค้าครับ และก็ได้ก่อตั้ง Momentclub คลับแห่งการเดินทาง...ของภาพถ่าย เพื่อจัด
กิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวกับการถ่ายภาพให้กับผู้ที่สนใจอาทิเช่น เปิดสอนถ่ายภาพ, จัดทริป
ถ่ายภาพ, เปิดสอนการแต่งภาพทั้งแบบเบื้องต้นและขั้นสูง รวมไปถึงการจัด Photocamp
ซึ่งเป็นค่ายเพื่อพัฒนาการถ่ายภาพ (ภาคปฎิบัติเข้มข้น)
พอได้ไปเรียนที่สหรัฐฯ แล้วรู้สึกตรงกับที่คาดหวังไว้ (คณะ และสาขาที่พี่จบ
มานั้นได้ตรงกับสายงาน หรืออาชีพการทำงานมากน้อยเพียงใด และความรู้ที่พี่ได้
มานำมาใช้ประโยชน์อย่างไร)
ผมเองไม่ได้คาดหวังอะไรมากนักจากการเรียนที่สหรัฐฯ เนื่องจากตอนที่เดินทางไป
นั้น ได้รับการตอบรับจากทางหลักสูตร MA - International Trade เพียงอย่างเดียว ทาง
MBA ซึ่งเป็นโปรแกรมควบปริญญาโทสองใบนั้นยังไม่ตอบรับ เราก็เลยมุ่งมั่นกับการเรียน
เพื่อจะสมัครเข้า MBA ให้ได้ และสุดท้ายเมื่อทำสำเร็จ ก็รู้สึกดีมาก เพราะความรู้ที่ได้รับจากทั้งสองปริญญานั้นเป็นส่วนที่เสริมกันและกัน
ในทาง MBA นั้นเค้าจะสอนให้มุ่งเน้นที่การทำธุรกิจ เรียนกรณีศึกษา ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ในแต่ละวิชาจะมีนักเรียนหลายสิบคน แต่
จุดอ่อนของโปรแกรมคือการทำวิจัย การค้นคว้า การทำงานคนเดียวให้ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดที่จะนำเสนอ ซึ่งก็ได้ปริญญา Master
of Art in International Trade ซึ่งมาเสริมจุดแข็งในส่วนนี้
การเรียนทั้งสองปริญญานี้มันเหมือนกับการเรียนบริหาร ไปพร้อมๆกับการเรียนเศรษฐศาสตร์ ทำให้เข้าใจทั้งภาพรวมของระบบเศรษฐกิจ
และการทำธุรกิจจริง
ความรู้ที่ได้รับจากการเรียนนั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ Hard Skills ซึ่งก็เป็นความรู้ทางด้านทฤษฎีต่างๆที่มีในหนังสือ ตามแต่ละวิชาที่
ได้เรียน ซึ่งผมเองอาจจะไม่ได้นำความรู้ในด้านนี้มาประกอบอาชีพการทำงานในปัจจบันโดยตรงนัก ส่วนความรู้อีกด้านคือ Soft Skills
ซึ่งเป็นความรู้ที่เกิดจากการเรียนและการทำงานร่วมกับผู้อื่น อาทิเช่น ความเป็นผู้นำ การนำเสนอผลงาน การทำงานเป็นทีม ซึ่งผมรู้สึกว่า
ความรู้ทางด้านนี้สำคัญกว่าและสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้จริงในทุกๆอาชีพ
ปัจจุบันนี้ได้นำความรู้ทางด้าน Softskills นี้มาใช้ในการบริหารงาน ทำงานร่วมกับทีมงานและลูกค้าได้อย่างราบรื่นดีครับ ผมว่าความรู้
ทางด้านนี้หาที่สอนกันตรงๆน่ะลำบาก มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในกระบวนการเรียนรู้ครับ
เลือกไปเรียนต่อที่สถาบันใดในสหรัฐฯ และเลือกเรียนหลักสูตรอะไร
เรียนที่มหาวิทยาลัย State University of New York at Buffalo โดยเลือกเรียนปริญญาโทควบสองใบคือ MBA สาขา MIS และ MA
(Master of Art) สาขา International Trade
เพราะในช่วงนั้น ผมเองรู้สึกว่า ใครๆก็ไปเรียน MBA ไม่ว่าจะมีจุดหมายในชีวิตอย่างไร
เหมือนกับคิดอะไรไม่ออก ก็เลือก MBA ไว้ก่อน ตอนนั้นก็เลยหาทางออกว่า เราน่าจะเรียนในสาขาอะไรสักอย่างเฉพาะด้าน เพราะ
พื้นฐานที่จบมาทางวิทยาศาสตร์นั้น ทำให้เราค่อนข้างจะชำนาญกับการคิดแบบตรรกะ อะไรก็เป็นเหตุและผลซึ่งกันและกัน แต่ไม่
อยากจะไปเรียนต่อทางด้านวิศวกรรมหรือวิทยาศาสตร์แล้ว เพราะรู้ตัวว่า ไม่ชอบชีวิตการทำงานในโรงงานแบบวิศวกร พอมาเจอว่ามี
โปรแกรม Dual Degree MBA/MA ก็ยิ่งถูกใจเข้าไปใหญ่ เพราะได้เรียนความรู้ทางธุรกิจ (แม้ว่าจะเหมือนคนอื่นๆเค้า) แต่ก็ยังได้ความรู้
เฉพาะทางของด้านการค้าระหว่างประเทศมาอีก ซึ่งมีไม่กี่มหาวิทยาลัยที่เปิดโปรแกรมให้เรียนปริญญาโทได้สองใบในช่วงระยะเวลา
เพียงแค่ 2.5 ปี
 สถาบันและหลักสูตรที่ได้ตอบรับนั้นโดดเด่นด้านใด รูปแบบ
การเรียนเป็นอย่างไรบ้าง (พอจะเล่าแล้วให้น้องๆก่อนไปเห็น
ภาพว่าต้องเตรียมตัวอย่างไรไว้บ้าง)
State Universit of New York นั้นมีหลายที่ แต่ที่ใหญ่และมี
มาตรฐานดีที่สุดคือ Campus at Buffalo โดยมีหลายสาขาที่มีชื่อ
เสียงในระดับโลก แล้วโดยที่เค้าเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐบาล
ค่าใช้
จ่ายจะถูกว่ามหาวิทยาลัยเอกชนมาก ยกตัวอย่างเช่นโปรแกรม MBA
ของที่นี่จะติด Rank สูงมาก หากนำค่าเฉลี่ยของเงินเดือนที่เด็กจบ
ใหม่ได้รับ กับค่าใช้จ่ายที่ลงทุนไปในการเรียน (Return of
Investment) มาตรฐานของมหาวิทยาลัยนั้นถือว่าดีทีเดียว ระบบ
คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีด้านสวัสดิการนั้นเป็นหนึ่งในผู้นำของ
มหาวิทาลัยในสหรัฐฯ (ในช่วงเวลานั้น)
หลักสูตร MBA นั้นเค้าจะเน้นการเรียนจากกรณีศึกษาและการทำงาน
ร่วมกันเป็นทีม โดยแต่ละวิชา เราก็จะมีทีมที่ร่วมเรียนและทำงานกับ
เราไปแตกต่างกัน
ส่วนหลักสูตร MA International Trade นั้นเน้นการค้นคว้า แล้วมาผลัดกันนำเสนอในห้องเรียน ซึ่งมีนักเรียนไม่ถึงสิบ
คนต่อชั้นเรียน เราต้องอ่านหนังสือไปล่วงหน้า ทำการหาข้อมูลและอ่านไปมากๆ เพื่อจะได้ไปร่วมออกความคิดเห็นในชั้นเรียนกับเพือนๆได้
การเตรียมตัวเบื้้องต้นทั่วๆไป คือ การพยายามพัฒนาตัวเองด้านภาษา โดยสอบ Toefl ฟืก GMAT ให้ได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่เค้าเปิดรับสมัคร
เพราะการผลักดันตัวเองให้สอบได้คะแนนสูงขึ้นนั้น จะเกิดผลทางอ้อมซึ่งเราอาจจะไม่รู้ตัว แต่ดีต่อเรามากๆเมื่อเราไปนั่งอยู่ในห้องเรียน
ที่โน่น แล้วเรารู้สึกได้เลยว่า โชคดีที่พัฒนาด้านภาษามาได้ใกล้กับมาตรฐานที่เค้าตั้งไว้ ไม่อยากให้น้องๆคิดว่า "สอบ Toefl ยังไม่ได้
งั้นไปตายเอาด่านหน้า" คือคิดว่าสมัครไปเรียนภาษาที่โน่นก่อน แล้วค่อยหาทางเข้ามหาวิทยาลัย เนืองจากค่าครองชีพของต่างประเทศ
นั้นสูงกว่าที่เมืองไทยมาก ฉะนั้นเราควรจะมีเป้าหมายที่ชัดเจน ก่อนออกเดินทางครับ
ทำไมจึงเลือกไปเรียนสาขา และสถาบันแห่งนี้ (สมัครไปหลายแห่งมั้ย แล้วขั้นตอนสมัยนั้นตอบรับยากหรือไม่)
เพราะที่นี่มีโปรแกรม Dual Degree ซึ่งสามารถเรียนปริญญาโทพร้อมกันสองใบโดยใช้เวลาแค่ 2 ปีครึ่งครับ จริงๆสมัครไป 3 แห่งครับ
แต่ที่นี่น่าสนใจที่สุด ขั้นตอนการรับสมัครก็ไม่ยุ่งยาก แต่มาตรฐานการรับสมัครของโปรแกรม MBA นั้นจะสูงหน่่อย คะแนนเฉลี่ย TOEFL
สมัยนั้นประมาณ 600 ครับ
นึกย้อนไปตอนที่จะตัดสินใจเลือกที่สถาบันนี้ ทาง P' Mint คิดหนักก่อนตอบรับหรือเปล่า ( P'Mint มีเกณฑ์หรือคำแนะนำ
อย่างไรบ้างให้น้องที่กำลังจะเลือกว่าไปที่ U ให้พี่ไกด์เป็นแนวสายอาชีพ หรือการงานในอนาคตข้างหน้า เพื่อที่น้องเค้าจะได้
เห็นภาพว่า ความรู้ทีเรียนมีผลต่ออนาคตการงานอย่างไร )
ใช้เวลาตัดสินใจไม่ค่อยนานครับ ก่อนอื่นเวลาเลือกมหาวิทยาลัยในอเมริกา ผมเลือกสถานที่ตั้งประกอบการพิจารณาด้วย เพราะทาง
โซนตะวันออกเฉียงเหนือ North East นั้นได้รับการยอมรับว่าสำเนียงภาษาอังกฤษเป็นกลางที่สุด แถมยังเห็นความแตกต่างของภูมิ
อากาศอยาางชัดเชน มีทั้งหิมะตก ทั้งใบไม้ร่วง ซึ่งทำให้ทัศนียภาพโดยรวมของเมืองสวยงามมาก หลังจากนั้นก็มาดูว่าคณะที่เราต้อง
การจะศึกษาต่อมีที่ไหนบ้าง อาจจะดูการจัดอันดับประกอบบ้าง เพราะอย่างน้อยก็พอจะเห็นมาตรฐานของเค้าว่ายากง่ายอย่างไร ลองดู
หลักสูตรที่เราสนใจด้วยว่ามีวิธีการเรียนการสอนอย่างไร แม้ว่าจะเป็น MBA เหมือนกัน แต่วิธีการสอนของแต่ละมหาวิทยาลัยนั้นต่างกัน
บางคนอาจจะยังนึกไม่ออกว่าจะเรียนอะไรดี ก็อยากแนะนำให้ไปลองหาศิษย์เก่าที่จบจากสาขาต่างๆ หรือในมหาวิทยาลัยที่เราต้องการเรียน
โดยหาสมาคมนักเรียนไทยในมหาวิทยาลัยนั้นๆ คนไทย เวลามีอะไรเราก็ช่วยเหลือกันอยู่แลัวครับ แม้ว่าจะไม่เคยรู้จักกันก็ตาม ขอแนะนำ
ให้เลือกมหาวิทยาลัยอย่างน้อยที่สุด 6 อันดับโดย สองอันดับแรกคือมหาวิทยาลัยในฝัน อาจจะมาตรฐานการรับสมัครค่อนข้างสูงหน่อย
แต่ถ้าเราพยายามสุดๆเราก็อาจจะเข้าไปเรียนที่นี่ได้
สองอันดับต่อมา คือมหาวิทยาลัยที่อยู่ในระดับกลาง ความสามารถของเราพอจะเข้าได้ แม้่ว่าอาจจะต้องเพ่ิมความพยายามอีกนิด และ
สองอันดับสุดท้ายคือ มหาวิทยาลัยที่เราเข้าได้ชัวร์ๆ เหมือนเป็นแผนสำรองว่าถ้าพลาดอันดับอื่นๆก็พอจะมีที่เรียนอยู่บ้าง
อย่าลืมว่า มาตรฐานการรับสมัครของมหาวิทยาลัยก็เป็นส่วนหนึ่งในการคัดความสามารถของคนที่จะเข้ามาเรียนดัวยกันกับเราที่ไหน
ที่เข้าได้ง่ายๆ ก็จะมีแต่คนที่ไม่ค่อยมีความพยายาม แต่มีสตางค์เข้าไปเรียน ที่ไหนที่เข้ายากๆ เราก็จะเจอแต่คนเก่งๆ ซึ่งเวลาเราได้อยู่
ใกล้คนเก่งๆ เราจะซึมซับความเก่งมาโดยไม่รู้ตัว
วางแผนจะทำอะไรหลังจากเรียนจบครับ (ที่ P'Mint วางไว้ตรงกับความชอบ และความถนัดเรามั้ย อยากให้ P'mint
ช่วยเล่าให้น้องๆที่วางแผนอนาคตหลังจากเรียนจบและพร้อมสู่โลกของการทำงาน)
หลังเรียนจบแรกๆก็คิดเหมือนคนทั่วไป ทำงานเป็นพนักงานตามองค์กรหาประสบการณ์ โดยอยากทำงานด้านที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
แต่ส่วนหนึ่งลึกๆในใจนั้นก็อยากเป็นช่างภาพ แต่ไม่รู้ว่าจะเร่ิมอาชีพช่างภาพได้อย่างไร ก็เลยไปสมัครงาน ทำงานตามกระแสสังคม จนวันนึง
เรื่มรู้สึกตัวแล้วว่า งานที่ทำอยู่ก็สนุกดี แต่มีบางอย่างที่สนุกกว่ารอให้ทำ และท้าทายอยู่
การทำงานในองค์กรต่างๆนั้นทำให้เราเข้าใจสภาพการทำงานโดยรวม ว่าเค้ามีวิธีอบรมพนักงานกันอย่างไร มีการเมืองภายนอกและภายใน
องค์กรตรงไหน ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างไร ซึ่งประสบการณ์เหล่านั้นจะช่วยให้เราแข็งแกร่งขึ้นในวันที่เราต้องการออกมาสร้างองค์กร
ด้วยตัวเอง แม้ว่าใครจะอยากทำงานอิสระเช่นช่างภาพ นักเขียน ก็ยังควรจะทำงานร่วมกับผู้อื่นให้ได้ เข้าใจในการบริหารเวลาและทรัพยากร
ซึ่งความรู้เหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดจาก สภาวะแวดล้อมในการเรียนปริญญาโท มากกว่าเนื้อหาในหนังสือเรียน ยิ่งถ้าได้ทำกิจกรรมระหว่าง
เรียนด้วยก็จะยิ่งเข้าใจปัญหาและหาวิธีแก้ไขได้ง่ายขึ้น
ก่อนไปได้คาดหวังอะไรไว้บ้างและสิ่งที่คาดหวังตรงกับทุกวันนี้อย่างไร
คาดหวังเรื่องการเรียนให้จบปริญญาโททั้งสองใบในเวลาที่กำหนด และใช้เวลาว่างที่เหลือทั้งหมดระหว่างปิดภาคเรีียนในการเดินทาง
ดูเมือง ดูผู้คนต่างๆทั่วอเมริกา เพราะอยากจะเห็นว่าอเมริการในภาพยนตร์กับในความเป็นจริงแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งสุดท้ายก็ได้ใช้เวลา
ที่มีระหว่างเรียน เดินทางตามที่ได้ตั้งใจไว้
ก่อนเดินทางมีการเตรียมตัวในเรื่องภาษาอย่างไรบ้าง (สมัยที่ P' Mint ไปนั้นพี่สมัครตรงทำเรื่องเอง แบบเพื่อนรุ่นพวก
ผมที่ต้องทำเอง ช่วยตัวเอง ซึ่งผมคิดว่าคงไม่ค่อยมีเอเยนซี่มากถึงทุกวันนี้)
ก็เรียนภาษาเตรียมสอบ Toefl และ GMAT อย่างหนักเหมือนสมัยเตรียมตัวสอบ Entrance เลยครับ ไม่คิดว่าจะไปเรียนภาษาที่ต่าง
ประเทศ เพราะรู้สึกว่าถ้ายังไม่พร้อมก็ไม่ควรออกไปรบ
มีการเตรียมตัวในเรื่องการเดินทางอย่างไรบ้าง
ก็ติดต่อไปหาพี่คนไทยที่โน่น ทั้งๆที่ไม่รู้จักกัน ก็ขอความช่วยเหลือเค้า ซึ่งเมือง Buffalo นั้นมีคนไทยไม่มาก มีสมาคมนักเรียนไทย
พวกเราก็จะช่วยกันว่าถ้ามีนักเรียนใหม่มาก็จะไปรับ ช่วยกันหาที่พักให้ ซึ่งผมว่าเป็นวัฒนธรรมที่ดี ทำให้นักเรียนใหม่อุ่นใจขึ้นเป็นกอง |
| |
คำถามเกี่ยวกับอินโฟเลิร์นนิ่ง
 รู้จักกับ Infolearning ได้ยังไง?
พอดีมีโอกาสได้รู้จักกับตู้ในคอร์สที่ผมเปิดสอนถ่ายภาพ พอคุยกันไปคุยกันมา ก็เห็นว่าเป็นองค์กรที่
น่าสนใจ ให้คำปรึกษาด้านเรียนต่อดี เพราะการที่เรามีพี่เลี้ยงที่ดีนั้น ก็ช่วยให้เราเดินทางสู่จุดหมายได้อย่าง
ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
อยากให้ P' Mint ฝากข้อคิดสักนิดให้กับทางน้องๆ ที่สนใจไปเรียนต่อต่างประเทศ
ก่อนจะไปเรียนที่ไหนหรือเรียนอะไร ขอให้คุยกับตัวเองให้เยอะ ไม่ต้องไปสนใจว่าคนอื่นๆเค้าเรียนอะไร
กัน แต่ขอให้ใช้เวลาเยอะๆถามตัวเองบ่อยๆว่า เราอยากจะทำอะไรในอนาคต แล้วค่อยหาหลักสูตรที่มา
เสริมความต้องการ มาช่วยส่งให้เราเดินทางสู่จุดหมายได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นครับ ขอให้ยึดมั่นและเชื่อเสมอ
ว่า "ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น"
อ่านบทสัมภาษณ์อื่นๆ
|
|
| |
|
|
|
|
 |