บทสัมภาษณ์


บทสัมภาษณ์ น้องเจ๋ง กับ การเรียนภาษาอังกฤษ และ ชีวิตแปลกใหม่ในโตรอนโต ประเทศแคนาดา….
ทางเลือกใหม่ของการเรียนภาษาในต่างประเทศ คนไทยน้อย ผู้คนเป็นมิตร สำเนียงภาษาอังกฤษไม่เพี้ยน และ
ค่าครองชีพไม่แพงอย่างที่คิด...





ก่อนหน้านี้เรียนจบอะไรมาปริญญาตรีด้านไหน สาขาอะไร
ผมจบปริญญาตรี คณะ บริหารธุรกิจ สาขาการตลาด จาก ม.กรุงเทพ ภาคปกติ มาครับ หลังจากเรียนจบ ก็สำนึกได้เลยครับว่า
ภาษาอังกฤษผมน่ะอ่อนแอ อย่างแรงครับ ก็เลยเริ่มวางแผนไปเรียนภาษาที่ต่างประเทศครับ

เพราะอะไรจึงทำให้ตัดสินใจเลือกไปเรียนที่แคนาดา
ตอนแรก ผมตัดสินใจจะไปออสเตรเลียอยู่แล้วเชียว แต่เหตุผลที่ผมเลือกแคนาดาคงเป็นเพราะว่า ที่นี่จำนวนคนไทยค่อนข้างน้อยครับ ซึ่งมันจะเป็นประโยชน์กับผมอย่างมาก เพราะ ทำให้ผมกล้าที่จะพยายามฝึกการพูดภาษาอังกฤษให้มากยิ่งๆ ขึ้นไปครับ

เลือกไปเรียนต่อหลักสูตรอะไร และสถาบันใดในแคนาดา
ตอนนี้ผมเรียนภาษาอังกฤษอยู่ที่ โรงเรียนสอนภาษา ชื่อ ILSC (International Language School of Canada) ครับ
โรงเรียนนี้จะมี สาขาทั้งหมดอยู่ สามวิทยาเขต คือ เมือง Vancouver, Montreal, Toronto สำหรับผมเลือกที่จะไปอยู่โตรอนโตครับ



ทำไมจึงเลือกเรียนที่โตรอนโต
โดยส่วนตัวผมนะครับ ผมว่าโตรอนโต เป็นเมืองที่ค่อนข้างสงบ ปลอดภัยและการคมนาคมที่ดีเยี่ยม ไปมาสะดวก อีกทั้งจำนวน
คนไทยที่ค่อนข้างน้อย ตอนนี้ที่ โรงเรียนผมมีคนไทยอยู่สองคนครับ คือผมกะพี่ผู้หญิงอีกคนนึง ผมไม่ได้รังเกียจคนไทยนะครับแต่
โดยส่วนตัว ผมคิดว่าการที่คนไทยน้อย ทำให้เราต้องพยายามที่จะพูดภาษาอังกฤษให้มากยิ่งขึ้น และทำให้ภาษาเราดีขึ้นด้วยครับ

ก่อนไปเรียนภาษาอังกฤษของเจ๋งเป็นอย่างไรบ้าง
พูดแล้วก็เขินตัวเองครับไม่รู้หาคำไหนมาบรรยาย....เอาเป็นว่า อ่อนแอ อย่างรุนแรงครับ โดยส่วนตัวผม ผมว่าผมไม่มีพรสวรรค์
ทางด้านภาษาเอาซะเลยครับ ทั้ง จีนและอังกฤษครับ ผมจึงคิดว่าการที่เราไปเรียนยังที่ๆ คนพูดภาษาอังกฤษ น่าจะดีกว่าครับ

หลักสูตรที่เรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง
ตอนนี้ผมยังอยู่ในระดับพื้นฐานอยู่ครับ เพราะภาษาอังกฤษของผมนั้นค่อนข้างอ่อนแอมากครับ ตอนนี้ระดับผมในโรงเรียนอยู่ที่ระดับ
Intermediate 2 ครับ ถ้าไม่มีอะไรพลาด เดือนหน้า จะเรียนอะไรเป็นรูปเป็นร่างกว่านี้ครับ หลักสูตรของทางโรงเรียนที่ผมเรียนโดยหลักๆ
เค้าจะแบ่งเป็นห้องช่วงเช้าและช่วงบ่ายครับ ห้องเรียนช่วงตอนเช้าก็จะมีจำพวก Communication, Academic Preparation,
International Business, TOEFL, TESOL และ ส่วนช่วงบ่ายก็จะมีห้องให้เราเลือกค่อนข้างเยอะครับ โดยพื้นฐานก็จะมีพวก
Conversation, Pronunciation, Listening และอื่น ๆ และก็มีพวกห้องแปลกๆ หน่อยก็พวก Street Talk, Introduction to
media, English Through Film, Interview Skills, Business Culture และอื่น ๆ โดยห้องเรียนต่างๆ เมื่อเรียนแล้วรู้สึกไม่พอใจเราก็สามารถเปลี่ยนห้องได้ครับ


ก่อนไปได้คาดหวังอะไรไว้บ้าง
ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายครับ แค่หวังว่าจะเห็นตัวเองพัฒนาทางด้านภาษาอังกฤษ
ไม่อยากตั้งความหวังอะไรไว้มากครับ มันจะไปกดดันตัวเอง

แล้วหลังจากมาอยู่ได้หลายเดือนแล้วเป็นอย่างที่คาดหวังไว้บ้างไหม แล้วภาษาอังกฤษ
ดีขึ้นเยอะไหม

นั่นสิ...นี่ก็อยู่แคนนาดามาร่วมสามเดือนละ...แต่ยังไม่ค่อยจะพัฒนาความสามารถ
ซะเท่าไรเลย Pronunciation ที่เป็นปัญหาอยู่ก็ ยังคงเป็นปัญหาอยู่ต่อไป โดยรวมก็คิดว่า
ความอังกฤษตัวเองพัฒนาขึ้นมาในระดับหนึ่งๆครับ

แล้วคิดว่า จริงหรือไม่คะ ว่าการเรียนภาษาอังกฤษในต่างประเทศได้ผลเร็วกว่าเรียนใน
เมืองไทย

ผมว่ามันก็ไม่จริงซะทีเดียวนะครับ มันขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่างครับ โดยส่วนตัวผม
ผมว่า เราเรียนภาษาอังกฤษในห้องเรียนที่เมืองไทย พอเรียนเสร็จ ออกจากห้องเรียนเราก็
กลับมาพูดภาษาไทย มันก็ย่อมทำให้ภาษาอังกฤษ เราพัฒนาไปได้ค่อนข้างช้าครับ แต่การ
เรียนภาษาในต่างประเทศ มันมีข้อดีตรงที่ เรามีโอกาสพูดภาษอังกฤษทั้งในห้องเรียน และ
นอกห้องเรียน ไม่ว่าจะพูดกับเพื่อน กับครู หรือ ออกไปซื้อของ ไปเที่ยว ก็ต้องพูดภาษา
อังกฤษ ผมว่าตรงนี้แหละ น่าจะช่วยพัฒนาอังกฤษเราได้เร็วขึ้นครับ


เจอปัญหาอะไรบ้างระหว่างเรียน
ก็มีบ้างครับ เช่น สำเนียงภาษาอังกฤษผมไม่ค่อยจะดีซักเท่าไรบางครั้งก็เป็น ปัญหาในการพูดกับเพื่อนชาวต่างชาติ อีกปัญหาก็
ช่วงแรกๆ ก็มีหลงทางบ้าง แต่ก็ไม่น่ากังวล เพราะที่นี่แผนที่เข้าใจง่ายมากๆ ครับแผนผังเมืองเค้าเป็นระบบ จริงๆนะครับบ

รับมือกับปัญหาอย่างไร
ก็ลงเรียนหลักสูตร Pronunciation ในโรงเรียนก็พอช่วยได้ครับ ส่วนเรื่องหลงทางอยู่ไปซักอาทิตย์นึงก็ชินไม่มีปัญหาอะไรครับ

การเรียนที่นั้นคิดว่ายากกว่าการเรียนที่ประเทศไทยไหม
ง่ายกว่าที่เมืองไทยพอสมควรครับสำหรับแกรมม่า ส่วนนึงอาจเป็นเพราะ ห้องเรียนผมอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากด้วยครับ จะโทษก็ต้อง
โทษที่ ตอนสอบทดสอบวัดระดับความรู้ดันทำคะแนนได้ต่ำครับ

สังคมและการใช้ชีวิตของนักศึกษาที่นั้นต่างจากที่ประเทศไทยไหม
ก็แตกต่างบ้างครับ อย่างเด็กนักเรียนจากแมคซิโก และก็ บราซิล เค้าจะชอบ ปาร์ตี้มากๆ บางวันเค้ากะเที่ยวกลางคืน 2-3 ผับ
ในคืนเดียว ก็มีครับ หรือนักเรียนจากญี่ปุ่นหรือเกาหลี สังคมเค้าก็ ออกแนวคล้ายๆหนังสือการ์ตูนนิดๆครับ ผมว่าโดยรวมสังคม และ
วัฒนธรรมแต่ละชาติก็ย่อมที่จะต่างกันไปครับ ถ้าอยากรู้ว่าแตกต่างยังไงก็ต้องลองมาแคนนาดาดูนะครับ



บรรยากาศของสถาบันและการเรียนการสอนของที่นั้นเป็นยังไงบ้าง
บรรยากาศ ในสถานศึกษานั้นดีมากๆครับ อาจารย์ ที่สอนนี้เหมือนเป็นเพื่อน คนนึงเลยครับ สนุกสนานแฮปปี้มากครับ โดยส่วนตัว
ผมค่อนข้างโชคดีที่ได้เพื่อนร่วมห้องที่ดีสนุกสนาน กับการเรียนจนไม่นึกว่าเรียน

ทำกิจกรรมอะไรบ้าง ที่ประทับใจ และน่าสนใจนอกเหนือการเรียน
ทางโรงเรียนจะมีตารางกิจกรรมครับ แล้วถ้าเราสนใจอันไหนก็สามารถเข้าร่วมได้ บางกิจกรรมก็ฟรีครับ แต่บางกิจกรรมก็เสียเงิน
เช่นไปเที่ยว สวนสนุก หรือไปดู น้ำตก ไนแองกาล่า ก็จ่าย ประมาณ 40 เหรียญ ครับ ส่วนกิจกรรมที่ น่าสนใจนอกจากเรียนก็คงเป็น
การไปเที่ยวยังเมืองต่างๆมั้งครับ เช่น French Canada หรือไม่ก็ New York สำหรับคนที่อยากไป New York ก่อนมาแคนนาดา
ก็ควร เตรียมวีซ่าของอเมริกามาด้วยนะครับ แต่อย่างไรก็ตามถ้าขี้เกียจทำที่เมืองไทยจะมาทำ วีซ่าที่แคนนาดาก็ได้ครับ

วางแผนจะทำอะไรหลังจากเรียนจบ
ก็อยากจะต่อโทต่อครับ ถ้าคุณพ่อยังกรุณาเลี้ยงลูกคนนี้อยู่ครับ
แต่อนาคตก็คืออนาคตครับอะไรก็เกิดขึ้นได้

ช่วงแรกปรับตัวยากไหม และมีวิธีอย่างไร
ก็ไม่อยากมากครับ ผมมาถึงที่แคนาดาล่วงหน้าก่อนเข้าเรียน
หนึ่งอาทิตย์ครับ โดยช่วงแรกๆ ผมพยายามฝึกพูดกับเด็กภายในบ้าน
ก่อนครับเด็กที่บ้านโฮส นั้นก็ดีเอามากๆเลยครับเป็นมิตรสุดๆ

เรื่องอาหารการกินเป็นอย่างไรบ้าง
เรื่องอาหาร อาจจะมีการเบื่อกันนิดนึงนะครับ เพราะว่ามื้อเช้าก็
เป็นซีเรียล กลางวันแซนวิส มื้อดึกก็ขึ้นอยู่กับว่าแฟมมิลี่เราเป็นคน
มาจากชาติอะไรครับ ถ้าเป็นแคนนาเดี้ยนแท้ๆก็คงเป็นอาหารจำพวก
สเต็ก แต่ของผม เป็นครอบครัวออกแนวอิตาลี มื้อดึกผม เลยมักจะ
เป็น พาสต้า กับ อาหารพวกมันฝรั่งและก็สลัดผัก ครับ ส่วนคนที่อยาก
ทานอาหารไทยในโตรอนโตก็หา ร้านอาหารไทยได้ไม่ยากครับ แต่
รสชาติจะถูกปากไหม อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับร้านๆ นั้นไปครับ

เมืองที่ไปอยู่มีจุดเด่น และสถานที่สำคัญๆ อะไรบ้าง
เด่นสุดของโตรอนโต คงเป็น CN Tower ครับ เป็นหอคอยดูวิวที่น่าจะสูงที่สุดในโลกครับ สูงกว่าตึก ไทเป101 ที่สูงที่สุดใน
โลกตอนนี้ครับ

ไปเที่ยวที่ไหนมาบ้าง?
ก็เรื่อยเปื่อย หลายที่เหมือนกันครับ ไป Montréal, Québec, Niagara falls, CN Tower, Toronto Zoo,
Wonderland, Baseball Match, Casa Loma Castle, Some Festival Eและอื่น ๆ อีกเยอะแยะ พูดไปพูดมา...
ผมรู้สึกเหมือนไปเที่ยวมากกว่าเรียนแฮะ

มีเหตุการณ์หรือสถานที่ที่ประทับใจเป็นพิเศษไหมช่วยเล่าให้ฟังหน่อย
ก็มีบ้างเช่น ชาวต่างชาติบางคนรู้จักพัทยา กรุงเทพ แต่ไม่รู้จักประเทศไทย บางคนรู้จัก ลาวกัมพูชา แต่ก็ไม่รู้จักประเทศไทย
บางคนคิดว่าประเทศไทยใช้ภาษาอาราบิค หรือภาษาจีน ส่วนที่ประทับใจแง่ลบก็คือสินค้าที่นี่ราคาไม่รวมภาษีเหอะๆ จะจ่ายเงินแต่ละที
นั่งคำนวนภาษีซะ แล้วภาษีก็ใช่จะถูกนะ เราจ่าย 8% เข้ารัฐบาลแคนนาดา และอีก 6 % เข้ารัฐ ที่เราอยู่ รวมจ่ายซะ 14 % อยาก
ร้องไห้เป็นภาษาอังกฤษ

พักกับครอบครัวชาวแคนาดาเป็นอย่างไรบ้าง เค้าดูแลเราดีไหม
ครอบครัวผมก็ไม่ได้เป็นแคนนาดาแท้ๆ ซะทีเดียวครับ สามี นั้นเป็นชาวอิตาเลี่ยนครับ
ส่วนภรรยา เป็นชาวอังกฤษครับ โดยส่วนตัว ผมพอใจกับแฟมมิลี่นี้มากๆๆครับ เป็นกันเอง
อีกทั้งครอบครัวนี้มีลูกทั้งหมดเจ็ดคนครับ เป็นชายล้วน (แอบผิดหวังเล็กๆน่าจะมีสาวๆบ้าง
อิอิ) แต่การที่ครอบครัวมีลูกเยอะ ถือว่าเป็นโอกาสในการฝึกภาษาของผมไปในตัวครับ
โดยส่วนตัวของผม ผมว่าการที่เราพูดกับเป็น เล็กๆ อายุต่ำกว่า 10 ขวบนั้นช่วยพัฒนา
ความสามารถ พื้นฐานด้านภาษาให้ผมได้ดีมากเลยครับ เพราะว่าเด็กๆนั้นจะไม่ได้ใช้ศัพท์
ยากมาก คุยด้วยง่าย และ ผมยิ่งโชคดียิ่งขึ้นเพราะภรรยา ของเจ้าของบ้านเป็นชาวอังกฤษ
อีกทั้งมีอาชีพเป็นคุณครู สอนภาษาอังกฤษในแคนนาดาอีก

ความรู้สึกแรก ที่ก้าวเข้าบ้าน Homestay
ตอนแรกบอกได้เลยหว่ากังวลมากๆๆ เกิดมาก็ครั้งนี้ นี่แหละ ที่พูด อังกฤษ เพื่อการ
สื่อสารอย่างแท้จริง มี อ้ำๆ อึ้งๆ บ้าง แต่สุดท้าย ก็คุยกันรู้เรื่อง โดยครั้งแรกที่พบกับ Host
Family นั้นผมก็มีอาการประหม่าเล็กน้อยครับ แต่ก็อย่างว่าครับ Homestay ไม่ใช่ครู
สอน อังกฤษจะมานั่งจำผิดเราว่าเฮ้ยนี่เธอ พูดผิดแกรมม่านะ ก็คงไม่ใช่ครับ

แล้วต่างจากที่ที่คิดไว้หรือไม่
ก็ไม่มากครับเพราะก่อนมาแคนนาดาญาติๆ ก็มีอธิบายวัฒนธรรมของพวกฝรั่งให้ผม
เข้าใจก่อนมา ประกอบกับการอ่านเอกสาร เกี่ยวกับการอยู่ร่วมกับโฮสแฟมมิลี่ ทำให้เข้าใจ
วัฒนธรรมก่อนมาอยู่ครับ

มีคำแนะนำอะไรบ้างสำหรับเพื่อน ๆที่จะไปพักกับครอบครัวชาวแคนาดา
Homestay นั้นมีทั้งที่ดีมากและดีน้อยนะครับ เราสามารถ comment เพื่อให้เค้าปรับเข้าหาเราครับหรือเราปรับเข้าหาเค้าให้ได้ครับ



พี่ ๆ อินโฟเลิร์นนิ่ง ขอขอบคุณน้องเจ๋ง สำหรับบทสัมภาษณ์ที่เป็นกันเอง สำหรับบทสัมภาษณ์นี้เป็นความรู้สึกระหว่างที่น้องเจ๋ง อยู่ที่
แคนาดาได้แค่ ประมาณ 2-3 เดือน เท่านั้น ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่เรียกว่า กำลังปรับตัวในทุก ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิต การปรับตัว
ให้เข้ากับอากาศ การพัฒนาทักษะการพูด เขียน อ่าน ฟัง ภาษาอังกฤษ ไม่แปลกเลยนะคะ ที่น้องเจ๋งยังไม่รู้สึกว่า ภาษาอังกฤษของ
ตัวเองยังไปไม่ถึงไหน เนื่องจาก ก่อนไปภาษาอังกฤษของน้องเจ๋งอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างแย่ ดังนั้นกว่า ภาษาอังกฤษจะดีขึ้นอย่างเห็น
ได้ชัดเจน ต้องใช้ระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 6 – 8 เดือน

ยังไง พี่ ๆ ก็จะเป็นกำลังใจให้น้องเจ๋งนะคะ....เรียนภาษาในต่างประเทศได้อะไรมากกว่าที่คิด ไม่ใช่ได้แค่ภาษาอังกฤษ แต่มันได้ทั้ง
การฝึกทักษะ การใช้ชีวิต ประสบการณ์ แง่คิด และ เปิดโลกทัศน์...



อ่านบทสัมภาษณ์อื่นๆ


   
 
ดำเนินการโดย: รศ.ดร.ศศิวิมล มีอำพล, รศ.ดร.บดินทร์ รัศมีเทศ
อินโฟเลิร์นนิ่ง: 51/3 วิภาวดีทาวเวอร์ ชั้น 19 ห้อง 6 (ตรงข้าม ม.เกษตรศาสตร์) ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว
เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 Tel: 0-2941-4150-2 Fax: 0-2941-2423 Email: contactus@infolearning.co.th 
หนึ่งในสมาชิกสมาคมไทยแนะแนวการศึกษานานาชาติ (สทศ.)
Friend Links : 韓国ソウル旅行の予約More |