ข้อมูลศึกษาต่อ
 
ประเทศออสเตรเลีย
ประเทศนิวซีแลนด์
ประเทศอเมริกา
ประเทศอังกฤษ
ประเทศแคนาดา
ค้นหาสถาบัน (5 ประเทศ)


Study in United States of America | ข้อมูลศึกษาต่อประเทศสหรัฐอเมริกา




ระบบการศึกษา

การศึกษาในสหรัฐอเมริกาแต่ละรัฐจะควบคุมคุณภาพการเรียนการสอน และวางแผนการศึกษาของตนเอง โดยไม่ขึ้นกับรัฐบาลกลางทุกรัฐจะมีหน่วยงานการศึกษาคล้ายกระทรวงศึกษาธิการ คอยกำหนดมาตรฐานต่างๆ และนำเงินงบประมาณอุดหนุนให้โรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัยจากเงินภาษีที่เก็บได้จากประชาชนในแต่ละรัฐ การศึกษาภาคบังคับนักเรียนอเมริกันทุกคนจะเรียนฟรีไม่ว่าจะอยู่ที่รัฐใด จบจบชั้นมัธยมศึกษา หรือ Grade 12

สำหรับนักเรียนจากประเทศไทยที่ต้องการเรียนในระดับประถม และมัธยมศึกษา ที่อเมริกาจะสมัครเข้าเรียนได้ในโรงเรียนเอกชนเท่านั้น เพราะสหรัฐอเมริกาจะไม่ออกวีซ่าให้นักเรียนไทยที่ได้ I-20 จากโรงเรียนระดับประถมและมัธยมศึกษาจากโรงเรียนของรัฐที่เรียกว่า Public School การเรียนในระดับมหาวิทยาลัย จะมีข้อแตกต่างกล่าวคือ ถ้านักเรียนที่มีถิ่นฐานในรัฐหนึ่งจะข้ามเข้ามาศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยอีกรัฐหนึ่งจะต้องเสียค่าเล่าเรียนแพงขึ้นที่เรียกว่า Out of States Tuition และถ้านักศึกษามาจากประเทศอื่นจะต้องเสียค่าเล่าเรียนมากว่าขึ้นไปอีก

โรงเรียนอนุบาล (Kindergarten)

ชีวิตการเรียนของเด็กอเมริกัน เริ่มต้นด้วยโรงเรียนเตรียมอนุบาล หรือโรงเรียนอนุบาล ตั้งแต่อายุประมาณ 3 ขวบ

โรงเรียนประถมศึกษา (Elementary Schools)

เด็กอเมริกันจะเริ่มเรียนอย่างจริงจังเมื่ออายุ 6 ขวบบริบูรณ์ คือ เข้าเรียนในชั้น Grade 1 ซึ่งบ้านเราก็นับว่าเป็นประถมศึกษาปีที่ 1 ระบบการศึกษาของสหรัฐอเมริกาจะจัดแบ่งออกเป็น Grade 1 ถึง Grade 12  ซึ่งโดยหลักการแล้วจะจัดแบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 คือ Grade 1 ถึง Grade 6 หรือระดับประถมศึกษา (Elementary School)

โรงเรียนมัธยมศึกษา (Junior High Schools / High Schools)

ช่วงที่ 2 คือ Grade 7 และ Grade 8 หรือระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (Junior High School) และช่วงที่ 3 คือ Grade 9 ถึง Grade 12 เป็นระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (Senior High School) โดยทั่วไปสำหรับเด็กที่เข้าเรียนตามปกติและเรียนต่อเนื่องไปโดยไม่ขาดตอน จะสำเร็จการศึกษา Grade 12 เมื่ออายุประมาณ 18 ปี ซึ่งนับว่าสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย นักเรียนในระดับนี้ต้องเรียนวิชาพื้นฐาน คือ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา และอาจต้องเรียนภาษาต่างชาติหรือพลศึกษาด้วย นักศึกษาต่างชาติที่เข้าไปเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกามีจำนวนไม่มากนัก และส่วนใหญ่จะเข้าเรียนกับโรงเรียนประจำของเอกชน หรือ Boarding School เนื่องจากโรงเรียนรัฐบาลไม่สามารถจัดหาหอพักให้ได้ โดยทั่วไปนักเรียนไทยส่วนใหญ่ที่ไปเรียนต่อในระดับนี้มักสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้ว และไปเข้าเรียนต่อ Grade 10 ในประเทศอเมริกา

ระดับอุดมศึกษา (Higher Education)

สถาบันระดับอุดมศึกษาในสหรัฐอเมริกามีมากมายกว่า 3,000 แห่ง ทั้งของรัฐและเอกชน โดยสถาบันในระดับอุดมศึกษา จะแยกออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้

1. วิทยาลัยแบบ 2 ปี หรือ วิทยาลัยชุมชน (Junior Colleges และ Community Colleges)

นักศึกษาที่เรียนในวิทยาลัย Junior และ Community Colleges สามารถเลือกเรียนได้ใน 2 หลักสูตร คือ

1.1 Transfer Track เป็นหลักสูตรที่เป็นวิชาพื้นฐาน 2 ปีแรกของการศึกษาระดับปริญญาตรี โดยนักศึกษาจะลงเรียนวิชาบังคับ (General Education Requirements) เป็นเวลา 2 ปี จากนั้นนักศึกษาสามารถโอนหน่วยกิต (Transfer) ไปมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและเอกชนเพื่อศึกษาต่อในระดับปี 3 โดยที่เกรดเฉลี่ยที่นักศึกษาทำได้ในระหว่าง 2 ปีนี้ จะเป็นตัวกำหนดว่านักศึกษาจะได้รับการตอบรับเข้ามหาวิทยาลัยที่อยู่ในอันดับยากง่ายเพียงใด

1.2 Terminal/Vocational Track เป็นหลักสูตรอนุปริญญาตรีสายวิชาชีพ หลังจาก 2 ปีแล้วนักศึกษาจะได้รับวุฒิอนุปริญญาตรี (Associate Degree) ทางสาขาวิชาที่เลือก อาทิเช่น คอมพิวเตอร์ เลขานุการ เขียนแบบ เป็นต้น

2. วิทยาลัย (Colleges)

เป็นสถาบันระดับอุดมศึกษา หลักสูตร 4 ปี เปิดสอนในสาขาวิชาต่างๆ วิทยาลัยหลายแห่งเปิดสอนถึงระดับปริญญาโท วุฒิบัตรระดับปริญญาตรี และโทจาก College ทั้งของรัฐและเอกชนในสหรัฐอเมริกา มีศักดิ์และสิทธิ์เทียบเท่า University ทุกประการ

3. มหาวิทยาลัย

เป็นสถาบันระดับอุดมศึกษาที่เปิดสอนระดับปริญญาตรีขึ้นไป มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะเปิดสอนจนถึงระดับปริญญาโทและเอก ในสาขาต่างๆ

4. สถาบันเทคโนโลยี (Institute of Technology)

เป็นสถาบันที่เปิดสอนตั้งแต่ระดับปริญญาตรี และอาจเปิดสอนจนถึงระดับปริญญาโทและเอก สถาบันเทคโนโลยีส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นที่การสอนในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

เงื่อนไขการรับเข้าเรียน

  1. มัธยมศึกษา นักเรียนจากประเทศไทยสามารถศึกษาต่อในระดับมัธยมในโรงเรียนของเอกชนเท่านั้น ไม่สามารถเข้า เรียนในสถาบันของรัฐบาลได้ เงื่อนไขอื่นๆ เช่น เกรดเฉลี่ย และคะแนน TOEFL แตกต่างออกไปตามสถาบัน
  2. วิทยาลัย ส่วนใหญ่ต้องการนักศึกษาที่มีเกรดเฉลี่ย 2.0 ขึ้นไป และคะแนน TOEFL 480-500 ขึ้นไป
  3. มหาวิทยาลัย สำหรับปริญญาตรี สถาบันส่วนใหญ่ต้องการนักศึกษาที่มีเกรดเฉลี่ย 2.5 ขึ้นไป และ TOEFL 500 ขึ้นไป
  4. มหาวิทยาลัย สำหรับปริญญาโทและเอก เกรดเฉลี่ย 3.0 ขึ้นไป และคะแนน TOEFL ไม่ต่ำกว่า 550 นักศึกษาที่จะสมัครในโปรแกรม MBA ส่วนใหญ่จะต้องใช้คะแนน GMAT ซึ่งจะนำมาคำนวณกับเกรดเฉลี่ยปริญญาตรี ส่วนนักศึกษาที่สมัครปริญญาโทและเอกในสาขาอื่นๆ ส่วนใหญ่จะต้องสอบ GRE (Graduate Record Examination)

ปีการศึกษา

ปีการศึกษาในสหรัฐอเมริกา (Academic Year) จะเริ่มประมาณเดือนกันยายนถึงพฤษภาคม ซึ่งมีกำหนดภาคเรียน แตกต่างกันออกไปดังนี้

ระบบ Semester เป็นระบบที่นิยมใช้มากที่สุด ในระยะเวลาหนึ่งปีจะประกอบด้วย 2 Semesters และ 1-2 Summer Sessions แต่ละ Semester ยาวประมาณ 16 สัปดาห์ ดังนี้

  1. Fall Semester ประมาณปลายสิงหาคม - กลางธันวาคม
  2. Spring Semester ประมาณต้นมกราคม – เมษายน (บางครั้ง Summer Session จะแบ่งครึ่งเป็น 2 ช่วงสั่นๆ)
  3. Summer Session ประมาณกลางพฤษภาคม – สิงหาคม

ระบบ Quarter ในหนึ่งปีแบ่งออกเป็น 4 Quarter แต่ละ Quarter ใช้เวลาเรียนประมาณ 10 สัปดาห์ ดังนี้

  1. Fall Quarter ประมาณกลางกันยายน – ธันวาคม
  2. Winter Quarter ประมาณมกราคม - กลางมีนาคม
  3. Spring Quarter ประมาณต้นเมษายน - กลางมิถุนายน
  4. Summer Quarter ประมาณกลางมิถุนายน – สิงหาคม

ระบบ Trimester ใน1 ปี แบ่งภาคการศึกษาดังนี้

  1. First Trimester ประมาณกันยายน - ธันวาคม
  2. Second Trimester ประมาณมกราคม - เมษายน
  3. Third Trimester ประมาณพฤษภาคม – สิงหาคม

ระบบ 4-1-4 เป็นระบบใหม่ที่ใช้ในสถานศึกษาราว 8% ในสหรัฐอเมริกา แบ่งปีการศึกษาออกเป็น 2 ภาคใหญ่ คั่นด้วยภาคเรียนสั้นๆ ที่เรียกว่า Interim เพื่อให้นักศึกษาไปทำการค้นคว้าด้วยตนเองหรือออก Field Trip แบ่งภาคเรียน ดังนี้

  1. Fall Semester ประมาณปลายสิงหาคม - ธันวาคม
  2. Interim ประมาณเดือนมกราคม (1 เดือน)
  3. Spring Semester ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ – พฤษภาคม

การสมัครเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท

นักศึกษาที่ต้องการไปศึกษาต่อสหรัฐอเมริกา ควรเตรียมตัวล่วงหน้าประมาณ 1 ปี  เนื่องจากการติดต่อสถานศึกษา การสอบต่างๆ การส่งเอกสาร และการพิจารณาใบสมัครต้องใช้เวลามาก การติดต่อสถานศึกษานั้น ผู้สมัครสามารถดำเนินการเองได้ โดยขอใบสมัครไปที่ Office of Admission ของมหาวิทยาลัย พร้อมระบุว่าต้องการสมัครสาขาใด ถ้าเป็นการสมัครระดับปริญญาโทหรือเอก ต้องเขียนใบสมัครไปที่ Graduate School Admissions Office หรือ Chairman ของคณะหรือแผนกที่ต้องการเรียน ในยุคคอมพิวเตอร์ นักศึกษาสามารถสมัครผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ตโดยต้องกรอกข้อความให้ครบถ้วนและดำเนินการทุกขั้นตอนตามที่สถานศึกษากำหนด ใบสมัครจะไม่ได้รับการพิจารณา ถ้าทางสถาบันไม่ได้รับเงินค่าธรรมเนียมการสมัคร
หลังจากที่ส่งจดหมายหรือแบบฟอร์มขอใบสมัครไปยังสถานศึกษา ประมาณ 3 – 6 สัปดาห์ นักศึกษาควรจะได้รับการติดต่อกลับมาจากสถานศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่จะส่งรายละเอียดและใบสมัครหรือใบสมัครขั้นต้น (Preliminary Form) มาให้ ผู้สมัครต้องอ่านรายละเอียดที่ส่งมา และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดและรอบคอบ โดยเฉพาะเรื่องการส่งเอกสารที่สถานศึกษาต้องการให้ถึงสถานศึกษาก่อนวันปิดรับสมัคร

เอกสารที่ต้องใช้ในการสมัครเรียน

  1. แบบฟอร์มใบสมัครที่กรอกเรียบร้อยแล้ว
  2. ค่าธรรมเนียมการสมัคร (Application Fee) 30 –250 เหรียญสหรัฐ (แล้วแต่สถานศึกษาจะกำหนด) ซึ่งค่าสมัครนี้จะไม่มีการคืนไม่ว่าจะรับหรือไม่รับนักศึกษาก็ตาม
  3. ใบแสดงผลการเรียน (Transcript) ฉบับจริง
  4. สถานศึกษามักต้องการผลสอบ TOEFL, GRE และ GMAT สำหรับผู้สมัครเข้าศึกษาในระดับปริญญาโทหรือเอก ผลสอบเหล่านี้ต้องของให้ศูนย์สอบ เช่น Education Testing Service (ETS) ส่งผลไปยังสถานศึกษาโดยตรง (รายงานผลสอบที่ส่งจากศูนย์สอบไปยังสถานศึกษานี้ เรียกว่าOfficial Score Report)
  5. จดหมายรับรองฐานะทางการเงิน (Financial Statement) ของผู้ปกครองจากสถาบันการเงินที่ผู้ปกครองเป็นลูกค้าอยู่ ในกรณีที่เป็นนักเรียนทุน ควรมีจดหมายรับรองการรับทุนแนบไปด้วย
  6. จดหมายรับรอง (Letter of Recommendation) 2 – 3 ฉบับจากอาจารย์ผู้สอนหรือผู้บังคับบัญชา
  7. บทเรียงความประวัติส่วนตัวและจุดประสงค์ในการศึกษาต่อ หรืออาจจะเป็นหัวข้ออื่นๆ แล้วแต่สถานศึกษาจะกำหนดประมาณ 300 – 500 คำ

เอกสารเหล่านี้ ต้องส่งทางไปรษณีย์อากาศให้ถึงสถานศึกษาก่อนวันปิดรับสมัคร สถานศึกษาจะพิจารณาจากหลักฐานที่ส่งไป หากพอใจก็จะส่งจดหมายตอบรับเข้าเรียนหลายแห่งจะให้นักศึกษาตอบยืนยันการตัดสินใจอีกครั้งว่าจะไปเรียน ณ สถานศึกษาที่ตอบรับมานี้แน่นอนแล้ว จึงจะส่งใบตอบรับอย่างเป็นทางการที่เรียกว่า I-20 Form มาให้ เพื่อให้ศึกษานำไปใช้เป็นหลักฐานประกอบการขอวีซ่านักเรียนสถานศึกษาหลายแห่งอาจแนบรายละเอียดการลงทะเบียนเรียนมาด้วย

ระบบ SEVIS อ่านว่า ซี-วิส (The Student and Exchange Visitor Information System)
เป็นระบบที่รัฐบาลอเมริกันนำมาใช้ในปี 2003 เพื่อบันทึกข้อมูลของนักศึกษาต่างชาติ และนักเรียนแลกเปลี่ยนที่เดินทางเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาโดยระบบนี้เป็นเครือข่ายใหญ่ที่มีข้อมูลของนักเรียน นักศึกษาโดยมีการประสานกันระหว่างสถานศึกษา องค์กรแลกเปลี่ยน และรัฐบาล ระบบนี้เองกำหนดให้นักศึกษาจะต้องรายงานให้สถาบันการศึกษา หรือองค์กรแลกเปลี่ยนทราบถึงการเปลี่ยนแปลงสถานะใดๆ ของนักศึกษา เช่น การย้ายที่อยู่ การย้ายสถานศึกษา เป็นต้น รัฐบาลอเมริกันต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการจัดทำและบำรุงรักษาระบบ SEVIS นี้ รัฐบาลจึงเรียกเก็บค่าธรรมเนียม SEVIS กับนักเรียน นักศึกษาต่างชาติทุกคน สำหรับนักเรียน นักศึกษาทั่วไปต้องชำระค่าธรรมเนียม SEVIS จำนวน 100 เหรียญ และสำหรับนักเรียนแลกเปลี่ยนระยะสั้น เช่น Summer Work and Travel Program เสียค่าธรรมเนียม 35 เหรียญ แต่สำหรับนักเรียนแลกเปลี่ยนที่อยู่ระยะยาว เช่น นักเรียนทุน นักเรียน High School Program เสียค่าธรรมเนียม 100 เหรียญ ค่าธรรมเนียมนี้ต้องชำระก่อนการยื่นขอวีซ่า และไม่สามารถเรียกคืนได้ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น

 



   
 

ดำเนินการโดย: รศ.ดร.ศศิวิมล มีอำพล, รศ.ดร.บดินทร์ รัศมีเทศ, ดร.พินิจ กาญจนเสวี, ดร.อริชัย รักธรรม, Mr. David Dunn อินโฟเลิร์นนิ่ง: 51/3 วิภาวดีทาวเวอร์ ชั้น 19 ห้อง 6
(ตรงข้าม ม.เกษตรศาสตร์) ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 Tel: 0-2941-4150-2 Fax: 0-2941-2423 Email: contactus@infolearning.co.th 
หนึ่งในสมาชิกสมาคมไทยแนะแนวการศึกษานานาชาติ (สทศ.)